สมาชิก

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
ปฎิทิน
July 2026
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
บทความ
y
สถิติ
เปิดเมื่อ4/05/2011
อัพเดท11/10/2017
ผู้เข้าชม102875877
แสดงหน้า184245009
จดหมายข่าว


วิธีตรวจไข้เลือดออกเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

วิธีตรวจไข้เลือดออกเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
อ้างอิง อ่าน 5 ครั้ง / ตอบ 0 ครั้ง

ladies

โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมักจะแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำขัง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายที่เป็นพาหะนำโรค ภัยเงียบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุก ๆ เพศทุก ๆ วัย และอาจมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ในช่วงเริ่มต้นของโรคมักจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลันคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ทำให้คนไข้หลาย ๆ คนละเลยและซื้อยามารับประทานเอง การเรียนรู้วิธีตรวจไข้เลือดออกที่ถูกต้องจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนประคับประคองอาการและรักษาได้อย่างตรงจุด ก่อนที่โรคจะเข้าสู่ภาวะวิกฤต

1. การสังเกตอาการทางคลินิกและการซักประวัติโดยแพทย์

ขั้นตอนแรกสุดในวิธีตรวจไข้เลือดออกเริ่มต้นจากการที่แพทย์ทำการประเมินอาการทางกายภาพภายนอก คนไข้ส่วนใหญ่จะมีไข้สูงลอยเฉียบพลันเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดศีรษะเบ้าตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างรุนแรง หน้าแดง มีผื่นหรือจุดเลือดออกสีแดงเล็ก ๆ ตามผิวหนัง รวมถึงมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและเบื่ออาหาร การซักประวัติเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีการระบาดของยุงลาย จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่แพทย์นำมาพิจารณาร่วมกับวิธีตรวจไข้เลือดออกทางห้องปฏิบัติการต่อไป

2. การตรวจหาเชื้อไวรัสและภูมิคุ้มกันในระยะเริ่มต้น

เนื่องจากอาการภายนอกอาจมีความคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้ออื่น ๆ แพทย์จึงจำเป็นต้องพึ่งพาวิธีตรวจไข้เลือดออกด้วยการเจาะเลือดไปตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันผล โดยแบ่งออกตามระยะเวลาของการป่วยดังนี้:

  • การตรวจ NS1 Antigen: เป็นวิธีตรวจไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะ 1 ถึง 5 วันแรกที่มีไข้ โดยเป็นการตรวจหาโปรตีนของเชื้อไวรัสเดงกีในกระแสเลือด ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและแม่นยำสูง

  • การตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody IgG / IgM): เป็นวิธีตรวจไข้เลือดออกที่ใช้หลังจากคนไข้มีไข้ผ่านไปแล้ว 5 วันขึ้นไป โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัส การตรวจชนิดนี้จะช่วยระบุได้ว่าเป็นการติดเชื้อครั้งแรกหรือเป็นการติดเชื้อซ้ำ

3. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อประเมินความรุนแรง

นอกเหนือจากการตรวจหาเชื้อโดยตรงแล้ว อีกหนึ่งวิธีตรวจไข้เลือดออกที่สำคัญและต้องทำอย่างต่อเนื่องคือการเจาะเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) แพทย์จะใช้ตรวจเช็กปริมาณเกล็ดเลือด (Platelet) ซึ่งในคนไข้โรคนี้จะพบว่าเกล็ดเลือดมีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการตรวจวัดความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) ที่จะสูงขึ้นเมื่อร่างกายเริ่มสูญเสียน้ำออกนอกเส้นเลือด การมอนิเตอร์ระดับเกล็ดเลือดจึงเป็นวิธีตรวจไข้เลือดออกที่ช่วยเตือนภัยก่อนที่คนไข้จะเข้าสู่ภาวะช็อก

4. การทดสอบความเปราะของเส้นเลือด (Tourniquet Test)

ในกรณีที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือรอผลตรวจเลือด แพทย์สามารถใช้วิธีตรวจไข้เลือดออกเบื้องต้นด้วยการทำทูนิเกต์เทสต์ โดยการใช้เครื่องวัดความดันโลหิตมารัดที่ต้นแขนแล้วปั๊มลมค้างไว้ที่ระดับกึ่งกลางความดันเป็นเวลา 5 นาที จากนั้นทำการปล่อยลมออกแล้วนับจำนวนจุดเลือดออกขนาดเล็ก ๆ ในพื้นที่ขนาด 1 ตารางนิ้ว หากพบจุดเลือดออกมากกว่า 10 ถึง 20 จุด จะถือว่าให้ผลบวก ซึ่งเป็นวิธีตรวจไข้เลือดออกที่ช่วยคัดกรองผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว

 
ladies [125.25.38.xxx] เมื่อ 3/07/2026 10:20
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :